Cetaphil cleanser

Cetaphil cleanser
เราจำหน่าย Cetaphil UVA/UVB Defense SPF50+, CETAPHIL Retroderm Body WASH, CETAPHIL Retroderm Body Moisturizer , CETAPHIL DERMACONTROL, Cetaphil Moisturizing Cream, Cetaphil Gentle Skin Cleanser และอีกมากมาย ราคาถูกที่สุดในไทย

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562


สบู่เหลวล้างหน้าสูตรอ่อนโยน เซตาฟิล 

กับ ฟิสิโอเจล ตัวไหนเหมาะกับสิวแบบไหน ผิว

แบบไหน?





หากพูดถึงสบู่เหลว เจล หรือโฟมล้างหน้าแล้ว สำหรับคนเป็นสิวถือเป็นสิ่งที่จำเป็นและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ก็เพราะสบู่เหลวที่ใช้ล้างหน้าเหล่านี้เป็นเหมือนเกราะกำบังที่คอยป้องกันการเกิดสิวได้เป็นอย่างดีนั่นเอง ต่างคนก็ต่างสไตล์ต่างผิวย่อมใช้สบู่เหลวล้างหน้าที่แตกต่างกันออกไป แต่ในป่าย่อมมีช้างเผือก สบู่เหลวก็เช่นกันย่อมมีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เป็นที่นิยม ใช้แล้วดีช่วยลดการเกิดสิวและไม่ทำให้เกิดสิวใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่มีการบอกต่อและเชียร์ถึงสรรพคุณในการช่วยรักษาสิวได้ดีเยี่ยม





วันนี้มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสำหรับรักษาสิว 2 ตัว ที่มักจะถูกเอามาเปรียบเทียบกันอยู่เสมอนั่นก็คือ เซตาฟิล(Cetaphil) และ ฟิสิโอเจล(Phisio jel) 2 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวกรั่นที่มีการพูดถึง แนะนำ บอกต่อกันอย่างล้นหลาม แม้กระทั่งหมอตามสถาบันรักษาสิวต่างๆก็ยังแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า 2 ตัวนี้ในการล้างหน้าสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย ผิวอ่อนแอ ระคายเคืองง่าย ใช้อะไรนิดอะไรหน่อยก็แพ้ หรือคนที่ลองมาทุกยี่ห้อแล้วไม่ได้ผล เซตาฟิล(Cetaphil) และ ฟิสิโอเจล(Phisio jel) ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า 2 ตัวนี้ก็มักจะเป็นตัวเลือกลำดับท้ายๆที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ก็มีคำถามที่หลายๆคนสงสัยก็คือตกลงว่า เซตาฟิล และ ฟิสิโอเจล เนี่ยตัวไหนใช้ดีกว่ากัน ตัวไหนช่วยแก้ปัญหาสิว อาการแพ้ต่างๆ และตัวไหนอ่อนโยนกว่ากัน วันนี้ Acnedefend มีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้า 2 ตัวนี้มาให้ดูกัน เพื่อนๆดูแล้วลองคิดดูเอาเองว่าตัวไหนดีกว่ากันแน่



เซตาฟิล(Cetaphil) กับ ฟิสิโอเจล(Phisio jel)

 แบบหมัดต่อหมัด


ความอ่อนโยนเมื่อใช้ล้างหน้า
ในส่วนความอ่อนโยนนั้นทั้ง 2 ยี่ห้อก็จะชูในเรื่องสรรพคุณตัวนี้กันอยู่แล้ว แต่จากการที่ได้ทดลองใช้และจากการสำรวจความคิดเห็นจากใน Internet พบว่ากาล้างหน้าด้วยเซตาฟิลนั้นอ่อนโยนกว่าล้างหน้าด้วยฟิสิโอเจล โดยเวลาที่เราล้างหน้าด้วยเซตาฟิลนั้นมันจะรู้สึกเบามากๆจนบางครั้งเหมือนไม่ได้ใช้อะไรล้างเลย เหมือนล้างด้วยน้ำเปล่า แต่กับตัวฟิสิโอเจลนั้นในบางคนเวลาถูที่หน้าจะรู้สึกว่าแสบหน้า เกิดการระคายเคืองผิวขึ้น ซึ่งอาการเหล่านี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย คงไม่ได้เป็นกันทุกคน



อาการแพ้ที่เกิดขึ้น

อาการแพ้ที่ว่าก็หมายถึงพอใช้ไปแล้วทำให้สิวเพิ่มมากขึ้นมั๊ย สิวเห่อหรือเปล่า ซึ่งก็พบว่าส่วนใหญ่แล้วคนที่ใช้เซตาฟิลจะเกิดอาการแพ้น้อยกว่าคนที่ใช้ฟิซิโอเจล แต่ก็อย่างที่บอกว่าผิวคนเราไม่เหมือนกัน เพราะส่วนผสมของทั้ง 2 ยี่ห้อก็ต่างกัน เราไม่รู้ว่าเราแพ้สารที่อยู่ในเซตาฟิลหรือฟิสิโอมากกว่ากัน เพราะคนขายเค้าก็ไม่ได้บอกเราหมดว่าใส่อะไรลงไปบ้าง อยากรู้ต้องลองใช้ดูเท่านั้น



เหมาะกับผิวแบบไหน ผิวมัน ผิวผสม ผิวแห้ง แพ้ง่าย?

ทั้งฟิสิโอและเซตาฟิลนั้นจะเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้า ที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย โดยใช้แล้วจะไม่ค่อยระคายเคือง มีค่า PH ที่เหมาะสมกับผิวหน้าทั้งคู่ และจากการที่สำรวจข้อมูลมาทั้ง 2 ตัวดูน่าจะเหมาะกับคนผิวผสม และคนผิวแห้งมากกว่า เพราะมีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิวไว้ คนที่ผิวมันนั้นถ้าล้างหน้าด้วยฟิสิโอหรือเซตาฟิลแล้วมักจะรู้สึกว่าเหมือนล้างความมันออกไม่หมด อาจต้องล้างหน้ามากกว่า 1 ครั้ง



การทำความสะอาดผิวหน้าก่อนล้างหน้า

ทั้งเซตาฟิลและฟิสิโอเจลสามารถใช้ทำความสะอาดผิวหน้าก่อนล้างหน้า ทำความสะอาดเครื่องสำอางได้เป็นอย่างดี โดยทาครีมและเจลลงให้ทั่วใบหน้า ใช้นิ้ววนให้ทั่วใบหน้าและใช้สำลีเช็ดออกให้สะอาด ซึ่งสามารถใช้ทำความสะอาดได้ดีทั้งคู่ และคนขายยังบอกอีกว่าสามารถทาและเช็ดออกโดยไม่ต้องล้างหน้าได้เลยด้วยซ้ำ แต่ผมก็ยังไม่เคยลองสักทีกลัวมันไม่สะอาดจริง


ส่วนผสมสาร SLS(Sodium Lauryl Sulfate)

SLS เป็นสารที่ใช้ลดแรงตึงผิวของน้ำ ช่วยให้สิ่งสกปรกหลุดลอกออกไปได้ดี ทำให้สามารถทำความสะอาดผิวหน้าได้หมดจด นิยมผสมอยู่ในเครื่องสำอางโดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้า แชมพู ยาสีฟัน ซึ่งระยะหลังมีข่าวออกมาว่า SLS เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งมีหลายๆประเทศห้ามใช้สารนี้ไปแล้ว แต่ในประเทศไทยยังอนุญาติให้ใช้ในเครื่องสำอางได้ ซึ่งจริงแล้วความน่ากลัวของสารนี้ก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด หากมีกระบวนการผลิตที่ดีแล้วสาร SLS นี้ก็อาจจะไม่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ เพราะฉะนั้นก็อย่าพึ่งตกใจกับสารนี้มากนัก ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่าในเซตาฟิลมีสาร SLS เป็นส่วนประกอบแต่ในฟิสิโอเจลไม่มี SLS ก็เลยเป็นเหมือนจุดด้อยของเซตาฟิลไปโดยปริยาย ซึ่งถ้าใครแพ้สาร SLS ก็ไม่เหมาะกับการใช้เซตาฟิลแน่นอน



ราคาใครถูกแพงกว่ากัน

เรื่องราคานั้นฟิสิโอเจลจะถูกกว่า 100 ml ประมาณ 120 บาท ส่วนเซตาฟิล 118 ml ประมาณ 180 บาท ขึ้นอยู่กับร้านที่ซื้อ ถ้าไปซื้อแถวศิริราชจะถูกกว่ามากมาย เพราะเค้าขายราคาส่ง ซื้อขวดเดียวก็ราคาส่ง แต่เชื่อว่าเรื่องราคาคงไม่ค่อยมีผลต่อการซื้อสักเท่าไร เพราะต่างกันเล็กน้อย ที่มีผลจริงๆก็คือใช้แล้วช่วยให้สิวหายหน้าใสหรือเปล่ามากกว่าจริงมั๊ยครับ


ทั้งฟิสิโอและเซตาฟิลจัดเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้ายอดนิยมทั้ง 2 ตัว ซึ่งก็มีข้อดีและข้อเสียแแตกต่างกันออกไป ของอย่างนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าหน้าใครถูกกับตัวไหนมากกว่ากัน ใช้ตัวไหนแล้วช่วยลดการเกิดสิว สิวหาย ไม่แพ้ ก็เลือกใช้ได้เลย ไม่มีใครฟันธงให้เราได้ว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหน แต่ที่เขียนไว้เป็นเพียงการสำรวจและจากประสบการณ์เท่านั้น ต้องลองใช้เอง เล่นจริง เจ็บจริงถึงจะดี


หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูก

พิเศษได้ที่                                                                                                                    

                     >> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท


แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr


หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr


****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า



Image result for ขอบคุณมากน่ะค่ะ

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2562



9 เรื่องของ Cetaphil Gentle Skin Cleanser ที่คุณอาจยังไม่รู้



หากพูดถึง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ทุกคนจะเห็นตรงกันว่าเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าและทำความสะอาดผิวที่ “อ่อนโยน” และ “ปลอดภัย” สำหรับผิวบอบบางแพ้ง่าย แต่ก็มีหลายคนที่เพิ่งใช้เป็นครั้งแรกและมีข้อสงสัยว่า ทำไมมันไม่มีฟองเลย ใช่คลีนเซอร์ล้างหน้าจริงเหรอ? หรือทำไมล้างแล้วรู้สึกผิวลื่น ๆ นุ่ม ๆ สะอาดจริงหรอ? ไม่เห็นรู้สึกผิวตึง ๆ แบบคลีนเซอร์อื่นที่เคยใช้ หรือแม้แต่คำถามว่าไม่ต้องล้างน้ำออกก็ได้เหรอ?

เอาล่ะ ในเมื่อมีข้อสงสัยกันเยอะขนาดนี้ เรามาไขข้องใจ 9 เรื่องเกี่ยวกับคลีนเซอร์ยอดนิยมของ Cetaphil ตัวนี้ที่คุณอาจยังไม่รู้ไปพร้อมกันเลย!
1. Cetaphil ถือกำเนิดในห้องแล็บโดยเภสัชกร



ผลิตภัณฑ์ Cetaphil ตัวแรกของโลกคือ Cetaphil Gentle Skin Cleanser (ซึ่งในขณะนั้นมีชื่อว่า Cetaphil Cleansing Lotion) ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในห้องทดลองโดยเภสัชกรท่านหนึ่งเมื่อปีค.ศ. 1947 โดยพัฒนาสูตรขึ้นมาเพื่อประโยชน์ด้าน “การดูแลรักษาผิวหนัง”

ในระยะแรกมีใช้กันเฉพาะในวงแคบ มีเภสัชกรเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าถึงผลิตภัณฑ์ตัวนี้ แต่พอเวลาผ่านไปไม่นาน ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง กุมารแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ ต่างก็พร้อมใจสั่งจ่ายผลิตภัณฑ์ Cetaphil Gentle Skin Cleanser ให้ผู้ป่วยเอาไว้ใช้ดูแลผิวเป็นจำนวนมาก จนกระทั่ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser กลายเป็นที่ต้องการในตลาด ร้านขายยาทั่วไปนำไปวางจำหน่ายกันแพร่หลาย พอถึงปีค.ศ. 1980 ร้านค้าต่าง ๆ ทั่วทวีปอเมริกาเหนือก็มี Cetaphil Gentle Skin Cleanser จำหน่าย และหลังจากนั้นก็กลายเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่รู้จักและใช้กันทั่วโลก
2. ทำไมไม่มีฟอง แถมไม่มีกลิ่นหอมด้วย

หลายคนใช้ Cetaphil Gentle Skin Cleanser ล้างหน้าแล้วสับสนว่ามีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า เพราะทำไมไม่มีฟองเยอะ ๆ แบบสบู่หรือคลีนเซอร์อื่นที่เคยใช้ และทำไมถึงไม่มีกลิ่นหอมหรือกลิ่นอะไรเลย



อยากบอกว่าไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน แต่ที่เป็นแบบนี้เพราะ Cetaphil Gentle Skin Cleanser ได้รับการพัฒนาสูตรมาให้อ่อนโยนที่สุด จึงปราศจากส่วนผสมอย่าง “สบู่” และ “น้ำหอม” ที่อาจก่อการระคายเคืองแก่ผิวได้ (น้ำหอมคือส่วนผสมที่ก่ออาการระคางเคืองได้ง่าย) และเป็นสูตรที่มีค่า pH balance ใกล้เคียงผิวหนังตามธรรมชาติ (สบู่มีค่า pH เป็นด่าง จะทำให้ผิวเราซึ่งตามธรรมชาติมีค่า pH เป็นกรดอ่อน ๆ เสียสมดุล) เพื่อช่วยคงสมดุลของผิว ทำให้ผิวสุขภาพดีทุกวันที่ใช้
3. ทำไมใช้แล้วรู้สึกผิวลื่น ๆ เหมือนล้างหน้าไม่สะอาด

ข้อนี้คือคำถามหลักจากคนที่เพิ่งลองใช้เป็นครั้งแรก ยิ่งคนที่เคยชินกับการใช้สบู่หรือคลีนเซอร์ประเภทที่พอล้างเสร็จแล้วจะรู้สึกผิวหน้าตึง ๆ เอี๊ยด ๆ จะยิ่งสงสัยว่าทำไมใช้ Cetaphil Gentle Skin Cleanser ล้างหน้าแล้วไม่รู้สึกแบบนั้น แต่กลับรู้สึกว่าผิวนุ่ม ๆ ลื่น ๆ แบบที่ไม่ค่อยชินเท่าไหร่



ความรู้สึกนุ่ม ๆ ลื่น ๆ นั้นเกิดเพราะส่วนผสม “Moisturizing Film” ใน Cetaphil Gentle Skin Cleanser ที่ทำหน้าที่ช่วยเคลือบผิวไว้บาง ๆ เพื่อคงความชุ่มชื้นไว้ให้ผิว ทำให้ผิวไม่สูญเสียน้ำและความชุ่มชื้นตามธรรมชาติหลังการล้างหน้า

คุณสมบัตินี้ต่างจากผลิตภัณฑ์ล้างหน้าแบบอื่นที่มักจะชะล้างความชุ่มชื้นนี้ออกไปจนทำให้ผิวคุณรู้สึกตึง ๆ เอี๊ยด ๆ หลังล้างหน้า ซึ่งการผิวที่ตึง ๆ แบบนั้นแปลว่าผิวเสียสมดุลจนอ่อนแอ และอาจแพ้หรือเกิดอาการระคายเคืองได้ง่ายกว่าที่เคย

ฉะนั้นการที่รู้สึกผิวนุ่ม ๆ ลื่น ๆ ไม่ใช่ว่าผิวหน้าไม่สะอาด แต่เป็นเพราะผิวยังคงมีความชุ่มชื้นหลังการล้างหน้านั่นเอง ซึ่งความชุ่มชื้นนี่แหละเป็นหัวใจของผิวสวยสุขภาพดีค่ะ
4. ไม่เคยเปลี่ยนสูตรมามากกว่า 70 ปีแล้ว


ตั้งแต่ที่เภสัชกรท่านนั้นคิดค้นสูตรอันอ่อนโยนลงตัวสุด ๆ ของ Cetaphil Gentle Skin Cleanser ขึ้นมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1947 ก็ไม่เคยมีการปรับหรือเปลี่ยนส่วนผสมอะไรอีกเลยจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสูตรที่ผู้ใช้และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังทั่วโลกยอมรับตรงกันว่าอ่อนโยนและปลอดภัยต่อผิวจริง ไม่มีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสูตรที่อยู่มายาวนานนี้เลย
5. ใช้ล้างหน้าแบบไม่ต้องล้างน้ำก็ได้



พวกเราน่าจะชินกับการล้างหน้าด้วยน้ำมาตลอด แต่รู้ไหมว่า Cetaphil Gentle Skin Cleanser อ่อนโยนและปลอดภัยมาก สามารถใช้ล้างหน้าได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำ! เพียงนวดผลิตภัณฑ์บนผิวหน้าโดยตรง จากนั้นก็ใช้ผ้าสะอาดหรือกระดาษสำหรับเช็ดหน้า เช็ดทำความสะอาดออกให้หมด เป็นทางเลือกของการทำความสะอาดผิวที่สะดวกมาก เพราะหลายครั้งเราก็หาน้ำสะอาดมาล้างหน้าไม่ได้จริง ๆ นี่นา และสำหรับสาว ๆ ที่เคยเจออาการแพ้น้ำประปาหรือน้ำบาดาลเวลาเดินทางไปที่อื่น วิธีนี้คือตอบโจทย์มากค่ะ
6. นอกจากใช้ล้างหน้า ยังมีวิธีใช้ถึง 7 วิธี

นอกจากจะให้ความชุ่มชื้นและคืนความแข็งแรงให้ผิวคุณได้ตั้งแต่ขั้นตอนการล้างหน้าแล้ว Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังมีวิธีใช้มากถึง 7 วิธีในขวดเดียว เคล็ดลับการใช้เยอะขนาดนี้จะมีอะไรกันบ้าง ดูในคลิป 7 วิธีการใช้กันข้างล่างนี้ได้เลย


7. สะดวกทุกโอกาส ด้วย 5 ขนาดให้เลือกใช้


เน้นความคุ้มใช้นาน มีไว้ติดบ้าน ติดห้องน้ำ เลือกเป็นขวดใหญ่หัวปั๊มขนาด 500 หรือ 1,000 mL

เน้นไซส์ยอดนิยมหาซื้อง่าย แวะไปเซเว่นยังเจอ เลือกเป็นขวดขนาด 125 mL หรือ 250 mL

หรือเน้นพกพาสะดวก พกเป็นไอเท็ม carry-on ขึ้นเครื่องบินยังได้ เลือกขวดน้องเล็กขนาด 59 mL
8. มียอดขายเฉลี่ยนาทีละขวดทั่วโลก!

ปัจจุบัน Cetaphil มีจำหน่ายแล้วมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และจากผลการสำรวจล่าสุดพบว่าทุก ๆ 60 วินาทีจะมีคนซื้อ Cetaphil Gentle Skin Cleanser 1 ขวด
9. ทำไมใช้แล้วเปลี่ยนใจไม่ได้เลย


มีหลายคนที่พอใช้ Cetaphil Gentle Skin Cleanser จนผิวสวยสุขภาพดีแล้วแอบนอกใจไปใช้คลีนเซอร์ตัวอื่น (ขออนุญาตงอน) จนสุขภาพผิวไม่แข็งแรงเหมือนเคย เริ่มกลับมาอ่อนแอ เริ่มผิวแห้ง มีการระคายเคือง และมีสิวง่ายขึ้น สุดท้ายก็ต้องกลับมาหา Cetaphil Gentle Skin Cleanser ที่โดดเด่นในการคืนสุขภาพดีให้ผิวอย่างอ่อนโยนเหมือนเดิม เรียกว่ารักแล้วเปลี่ยนใจไม่ได้เลย

และนอกจากคลีนเซอร์แล้ว Cetaphil ยังมีโลชั่นบำรุงผิว ครีมบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์กันแดด หรือแม้แต่แผ่นเช็ดทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยนและช่วยให้ผิวแข็งแรงเช่นกัน


หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูก

พิเศษได้ที่                                                                                                                    

                     >> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท


แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr


หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr


****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า



Image result for ขอบคุณมากน่ะค่ะ

วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2562

รีวิว Cetaphil Gentle Skin Cleanser

Cetaphil Gentle Skin Cleanser





ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมสูตรเฉพาะของเซตาฟิลที่ได้รับรางวัลมากมายจากกูรูด้านความสวยความงาม
เพราะมีสูตรที่อ่อนโยน ปราศจากสบู่ และน้ำหอม สามารถใช้เป็นประจำได้ทุกวันไม่ระคายเคืองผิว ล้างออกง่าย คงความชุ่มชื้น ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม เรียบ และแข็งแรง สามารถใช้ทำความสะอาดได้แม้กระทั่งผิวของทารก

สูตรที่อ่อนโยน ปราศจากสบู่ และน้ำหอม
สามารถใช้เป็นประจำได้ทุกวันไม่ระคายเคืองผิว
ล้างออกง่าย
คงความชุ่มชื้น ทำให้ผิวอ่อนนุ่ม เรียบ และแข็งแรง
สามารถใช้ทำความสะอาดได้แม้กระทั่งผิวของทารก
เหมาะกับการใช้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย
pH Balance ใกล้เคียงผิวหนังตามธรรมชาติ
ให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นไม่แห้งตึงหลังล้างหน้าด้วย Moisturizing Film
ทำความสะอาดง่ายและสะดวก โดยใช้น้ำหรือไม่ใช้น้ำก็ได้









หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูก

พิเศษได้ที่                                                                                                                    

                     >> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท


แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr


หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr


****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า



Image result for ขอบคุณมากน่ะค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562


5 วัตถุดิบรักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ สำหรับสาว


ผิวแพ้ง่าย






สนับสนุนเนื้อหา
วิธีรักษาสิว


เรื่องของ สิว อาจนับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน สิวผด หรือสิวอักเสบ ไม่ว่าจะสิวเม็ดใหญ่ เม็ดเล็ก ต่างก็เป็นปัญหาที่ไม่ว่าจะทำให้หายไปยังไงก็ต้องกลับมาเป็นอีกเหมือนเดิม นั่นอาจไม่ใช่สาเหตุจากฝุ่น หรือสิ่งสกปรกเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกาย การรับประทานอาหาร และการพักผ่อนก็มีส่วนที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน

สิว นั้นมักขึ้นเยอะที่บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะคอและหลัง หากสาวๆ รักษาอย่างไม่ถูกวิธี รวมถึงยิ่งเป็นคนที่มีผิวหน้าแพ้ง่ายแล้วละก็ อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ เป็นแผล ไปจนถึงผิวหนังติดเชื้อตามมาได้ ครั้นจะไปหาหมอก็น่าจะหมดเงินไปกับค่ารักษาเยอะอยู่เหมือนกัน แต่! อย่าเพิ่งกังวลไป ที่บอกแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางรักษาให้หายด้วยตัวเองได้ เพราะ Sanook! Women ได้ลองเดินไปค้นทั้งในครัวและทั่วบ้านแล้วพบว่า ยังมีวัตถุดิบที่ช่วยรักษาสิวในแบบวิถีธรรมชาติได้ เอามาฝากกันถึง 5 อย่างด้วยกัน ไปเริ่มอ่านแล้วลองทำตามกันเลย





ขมิ้น ไพล รักษาสิว

1. สมุนไพรที่มีอยู่ติดบ้าน อย่าง ไพล , ขมิ้น , ทานาคาฯ ช่วยได้


สมุนไพรบางอย่างที่เรามีติดตู้อยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะมีไว้ประกอบอาหาร หรือมีไว้สำหรับประโยชน์ในด้านอื่นๆ สาวๆ บางคนอาจไม่นึกว่ามันก็สามารถที่จะนำมาแก้ปัญหาสิวที่คอยกวนใจเราอยู่ทุกวันได้อย่างเห็นผลดีทีเดียว เพราะสมุนไพรนั้นถือว่าเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางยา นอกจากจะนำมารักษาโรคบางอย่างแล้ว ก็ยังสามารถนำมาช่วยรักษาสิวตามแบบธรรมชาติได้อีกด้วย ลองมาดูกันดีกว่าว่าอะไรที่เป็นสมุนไพรใกล้ตัว น้ำมาใช้รักษาสิวได้

ไพล เป็นสมุนไพรอย่างแรกที่ใช้รักษาสิวได้ มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดสิวใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งที่ต้องเตรียมก็มี ไพลและดินสอพอง เริ่มต้นให้นำเหง้าไพรมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำไปตำให้ละเอียด ปิดท้ายด้วยการผสมดินสอพองลงไป แล้วคนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ก็เป็นอันเสร็จ นำมาพอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออก สิวอักเสบก็จะค่อยยุบตัวลง หน้าใส และนิ่มขึ้น ไม่เป็นอันตรายต่อสาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย เพราะเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติล้วนๆ

ขมิ้น เป็นสมุนไพรรักษาสิวอย่างที่สองที่สาวๆ นิยมนำมาใช้กันมากที่สุด จากปกติที่เคยเห็นว่าขมิ้นนั้นช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง นวลเนียนเมื่อนำมาพอกที่ผิวกาย หรือผิวหน้า แต่รู้หรือไม่ว่าขมิ้นนั้นก็ยังสามารถช่วยให้สิวยุบหายไปได้ด้วย โดยสำหรับสูตรนี้แนะนำให้ใช้ขมิ้นสดเล็กน้อย ดินสอพอง และมะนาว 1 ลูก เริ่มหั่นขมิ้นสดออกเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปปั่นรวมกับดินสอพอง และน้ำมะนาวจนเข้าไปที่ได้เป็นเนื้อครีมเหนียวๆ หนืดๆ เมื่อเสร็จแล้วก็นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออก สิวและจุดด่างดำก็จะค่อยๆ ยุบและเลือนหายไป อีกทั้งยังเป็นการบำรุงผิวของเราไปด้วย ส่วนใครที่ต้องการเพียงแค่แต้มไว้ยังจุดที่เป็นสิวก็สามารถทำได้ แต้มแล้วทิ้งไว้ทั้งคืนค่อยล้างออก ทำเป็นประจำ 3 - 4 สัปดาห์ ใบหน้าของสาวๆ ก็จะกลับมาสวยใสได้อีกครั้งหนึ่ง

ทานาคา เป็นสมุนไพรรักษาสิวอีกหนึ่งตัวที่สาวๆ บอกกันมาว่าดีงาม ซึ่งทานาคานั้นเป็นผงที่ได้จากเปลือกไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากพม่า โดยเฉพาะสาวๆ พม่านั้นนิยมเอามาทาหน้าเพื่อเป็นการบำรุงผิว ป้องกันแสงแดด และป้องกันการเกิดสิวได้อย่างดีอีกด้วย มีสรรพคุณที่ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง ผดผื่นคัน ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดความมันบนใบหน้าที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว สำหรับสูตรนี้ก็ทำได้ไม่ยาก เพียงเตรียม ผงทานาคา น้ำผึ้ง และน้ำสะอาด ในปริมาณที่เท่าๆ กัน ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วหน้า อาจจะเน้นไปที่บริเวณที่เป็นสิวเยอะหน่อย ทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 แล้วล้างออก นอกจากจะเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องทำให้สาวๆ ตกใจกับความเปลี่ยนแปลงแน่นอน !





2. แต้มสิวหยุดให้อยู่หมัดด้วย ยาสีฟัน


แน่นอนว่า ยาสีฟัน ต้องเป็นสิ่งที่แต่ละบ้านต้องมีไว้อยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ทุกเช้า หลังกินข้าว และก่อนนอน เท่าที่เคยได้อ่านคอมเมนต์ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของการรักษาสิว ต่างก็เกิดความกังวลกันว่า ยาสีฟันจะช่วยรักษาสิวได้จริงๆ หรอ ? ต้องขอบอกตรงเลยว่าจริง ! แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นยาสีฟันอะไรก็ได้ ต้องเป็นยาสีฟันที่มีสีขาวเท่านั้น เพราะมีส่วนผสมของ Baking Soda, Hydrogen Peroxide, Triclosen ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวยุบเร็ว ที่สำคัญอยากให้เลือกที่มีส่วนผสมของ Fluoride น้อย หากว่าเป็นสูตรธรรมชาติได้ก็ยิ่งดี และให้งดใช้ยาสีฟันที่เป็นสูตร Whitening เพราะมีสารฟอกขาวที่อาจกัดผิวหน้าของเราได้ จากที่แพ้อยู่เป็นทุนเดิมก็จะยิ่งเป็นมากไปกันใหญ่ไม่ดีแน่

วิธีใช้ยาสีฟันรักษาสิว ให้สาวๆ เริ่มต้นล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น จากนั้นก็บีบยาสีฟันที่เตรียมไว้ออกมาเล็กน้อยบนนิ้วชี้ จากนั้นป้ายยาสีฟันบางๆ ลงบนสิวโดยตรง พยายามอย่าให้ยาสีฟันไปถูกบริเวณที่ไม่เป็นสิว หรือป้ายๆ ลงไปรัวๆ เนื่องจากว่ายาสีฟันจะช่วยให้สิวแห้งเร็ว เร็วเกินไปจนผิดปกติ อาจถึงขั้นทำให้ผิวหน้าของเราระคายเคืองได้ ป้ายยาสีฟันทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง หากเกิดอาการคันให้ทิ้งไว้แค่ 15 - 30 ก็เพียงพอ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเช่นเป็นประจำจนกว่าสิวจะหายแล้วหยุด ไม่ควรใช้พร่ำเพื่อ






น้ำมะนาว รักษาสิว


3. น้ำมะนาว ช่วยบรรเทาให้สิวหาย


ในน้ำมะนาวนั้นจะมี วิตามินซี เป็นส่วนประกอบ มีสรรพคุณที่ช่วยในเรื่องการสมานแผล ทำให้สิวเป็นอยู่แห้งลงและจางไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันการใช้น้ำมะนาวรักษาด้วยวิธีธรรมชาติก็มีอยู่หลายสูตร แต่จะขอแนะนำสูตรที่เป็นการใช้น้ำมะนาวเพียวๆ ก็เวิร์คเช่นกัน เริ่มต้น แนะนำให้ใช้มะนาวสด งดน้ำมะนาวขวด เพราะมีเบอร์เซนต์ของการเป็นมะนาวปลอมอยู่สูงมาก จากนั้นก็ให้บีบน้ำมะนาวสดใส่ถ้วยเล็กๆ ที่เตรียมไว้ นำมาทายังจุดที่เป็นสิว ทิ้งไว้ราวๆ 1 ชั่วโมง แต่บอกไว้ก่อนว่าถ้าเป็นสิวแผลเปิดก็อาจจะแสบอยู่หน่อยๆ เพื่อความสวยต้องอดทนเนาะ ทำเช่นนี้เป็นประจำต่อเนื่อง 1 - 2 สัปดาห์ ก็จะเห็นว่าสิวที่เป็นจะค่อยๆ จางลงจนเห็นได้ชัด




เบคกิ้งโซดา รักษาสิว


4. เบคกิ้งโซดา ทำขนมได้ รักษาสิวก็ดี



เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่สามารถนำมารักษาอาการสิบอักเสบได้เป็นอย่างดี รู้จักกันดีในชื่อของ ผงฟู หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต ที่มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับ pH ของผิว และช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้ผิวหน้าของเราได้ อาจลองนำมาทำเป็นครีมพอกผิวสำหรับสาวๆ ที่กำลังเจอปัญหาสิวอักเสบ และกำลังลุกลามไปทั่วทั้งใบหน้า ให้เตรียมส่วนผสมเป็น เบคกิ้งโซดา น้ำตาล น้ำร้อน น้ำมันงา และผ้าก็อซ เริ่มต้นให้เราต้มนำให้เดือด จากนั้นให้ใส่น้ำตาล และเบคกิ้งโซดาลงไปอย่างละ 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน รอให้น้ำอุ่นลง เมื่ออุ่นได้ที่แล้วให้นำผ้าก็อซลงชุดแล้วบิดให้หมาดๆ นำไปปิดไว้ตรงบริเวณที่สิวอักเสบ หรือบริเวณหัวสิว ทิ้งไว้สักพัก ปิดท้ายด้วยการทำความสะอาดผิวด้วยน้ำอุ่น แล้วทาน้ำมันงาให้บริเวณผิวหน้าที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงทำความสะอาดผิวอีกครั้งหนึ่ง ทำเช่นนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะสังเกตได้ว่าผิวหน้าของสาวๆ จะกลับมาเนียนใส เปล่งปลั่ง ดูดีได้อีกครั้ง





ไข่ขาว รักษาสิว


5. มาส์กหน้าด้วย ไข่ขาว สิวเสี้ยนหาย 

หน้าตึงใส


วิธีรักษาสิวด้วยไข่ขาวนี้สาวๆ กระซิบบอกมาว่าเป็นวิธีการรักษาสิวแบบธรรมชาติที่เห็นผลได้อย่างดีมาก เริ่มแรกด้วยการล้างหน้าให้สะอาด เช็ดหน้าให้แห้ง จากนั้นให้เตรียมไข่ขาว ตอกไข่ และแยกเอาไข่แดงออก เสร็จแล้วให้ทาไข่ขาวลงบนใบหน้าบางๆ แล้วปล่อยให้ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะเห็นความแตกต่างว่าผิวของคุณสาวๆ กระชับมากขึ้น
คำแนะนำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิว


นอกจากวัตถุดิบธรรมชาติที่จะนำมาใช้เป็นตัวช่วยในการรักษาสิวแล้ว พฤติกรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ หากเราไม่ปรับเปลี่ยน ปัญหาสิวก็อาจจะวกกลับมาหาสาวๆ อีกครั้งก็เป็นได้ แล้วพฤติกรรมแบบไหนล่ะ ? ที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากปัญหาสิว
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน โดยเฉพาะสาวๆ ที่มีผิวหน้ามัน
หากผิวหน้ามัน ควรใช้กระดาษซับหน้ามันซับออก
แนะนำให้สระผมบ่อยๆ ไม่ควรปล่อยให้ผมมัน และลงมาปรกตามใบหน้า รวมถึงให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันใส่ผม หรือโฟมแต่งผม
หากมือสกปรก ให้งดสัมผัสที่บริเวณหน้า
ควรล้างหน้าด้วยน้ำยาล้างหน้าอย่างอ่อน (Gentle Cleanser) แบบไม่มีฟอง ไม่ควรใช้สบู่ล้างหน้า เนื่องจากความเป็นด่างของสบู่อาจทำให้เกิดการระคายผิวและก่อให้เกิดสิวได้
แนะนำให้ล้างหน้าเพียงวันละ 2 - 3 ครั้ง โดยดูจากความจำเป็น ดูจากลักษณะผิว หรือตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ การล้างหน้ามากจนเกินไปอาจทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น และผลิตไขมันมากจนผิดปกติ อาจก่อให้เกิดการอุดตันของไขมันจนกลายเป็นสิวได้
ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว อาทิ การใช้เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดที่จะไปเพิ่มความมันบนใบหน้าได้
หากสาวๆ มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอาง หรือโลชั่น แนะให้เลือกเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน (Oil Free) หรือโลชั่นที่ระบุว่าให้ก่อให้เกิดสิว (Non-Acnegenic) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-Comedongenic)
พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก หรืออดนอน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด หรือวิตกกังวลมากจนเกินไป เพราะความเครียดนี้เองจะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้หลั่งไขมันออกมามากยิ่งขึ้น
งดเว้นพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอาการท้องผูก เพราะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหารตกค้างอยู่ในท้องนั้นเป็นอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการ อาจทำให้เกิดการดูดซึมและทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดสิวได้
วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม


ในบางครั้ง การเกิดสิวก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยส่งผลดีต่อภายในร่างกายของเราสักเท่าไหร่ หรือสาวๆ บางคนก็โหมทำงาน ทำกิจกรรมแบบหนักหน่วงจนลืมทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นตัวช่วยลดการเกิดสิวได้ และเพื่อให้เกิดการแก้ไข เราก็มีพฤติกรรมที่สาวๆ ต้องทำเพื่อให้ไม่เกิดสิวมาฝากกันด้วย
หลีกเลี่ยงฝุ่นควันและล้างหน้าให้สะอาด : การเดินทางเข้าไปในสถานที่ที่มีแต่ฝุ่นควันเยอะๆ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวบนใบหน้า สิ่งสกปรกอาจลอยมาเกาะและเข้าไปในรูขุมขนจนเกิดการอักเสบ หรือการติดเชื้อได้ ที่สำคัญ หลีกเลี่ยงใบหน้าให้พ้นจากแสงแดด เพราะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวผด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เมื่อกลับมาที่บ้านให้รีบทำความสะอาดใบหน้าทันที หากใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกโฟมล้างหน้าทำความสะอาด ขอแนะนำว่าไม่ควรใช้เกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้งจนเกินไป ทางที่ดี ควรใช้น้ำเปล่าล้างหน้า จากนั้นจึงซับให้แห้ง
ไม่นอนดึกและอย่าอดนอน : สาวๆ บางคนมีความเชื่อที่ว่าจะนอนกี่โมงไม่สำคัญ เพียงแต่นอนให้ครบ 8 ชั่วโมงก็เป็นพอซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด จากงานวิจัยส่วนใหญ่ นักวิจัยมักจะบอกเสมอว่าให้เรานอนตั้งแต่หัวค่ำ และให้ตื่นแต่เช้า เพราะช่วงเวลาก่อนเที่ยงคืน อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายจะทำงานได้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะนอนครบชั่วโมงแต่ก็ยังคงไม่ดีต่อสุขภาพ อีกทั้งช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน เส้นเลือดของเราก็ตีบ ทำงานได้ไม่เป็นปกติ
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมันๆ หรือของทอด : ยิ่งสาวๆ ทานอาหารที่มีน้ำมัน หรือของทอดๆ เยอะขึ้นเท่าไหร่ ปริมาณน้ำมันบนผิวหน้าของเราก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันในรูปขุมขนจนเกิดเป็นสิว หรือสิวเสี้ยนได้
ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว : ไม่ได้เป็นการกะเกณฑ์ว่าสาวๆ จะต้องดื่มน้ำให้ครบ 8 แก้วต่อวัน แต่อย่างน้อยเมื่อเราตื่นนอนก็ควรจะต้องไม่ลืมที่จะดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว เพราะน้ำเป็นตัวช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ยืดหยุ่น รวมถึงผิวหน้าของสาวๆ ด้วย 
รักษาความสะอาดของเครื่องนอน : บรรดาเครื่องนอนต่างๆ ที่เราต้องใช้อยู่ทุกวัน อย่าง ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน เป็นสิ่งที่จะต้องสัมผัสกับผิวหน้าของเราโดยตรง เราไม่อาจรู้ได้ว่าเครื่องนอนเหล่านี้จะเป็นที่สะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ในจำนวนที่มากขนาดไหน ฉะนั้น เราจะต้องถอดออกมาทำความสะอาดบ่อยๆ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก็ทำความสะอาด 1 ครั้ง ก็จะช่วยลดสาเหตุของการเกิดสิวบนหน้าได้แล้ว
รักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติโดยการใช้สมุนไพร : มีสมุนไพรหลากหลายชนิดที่มีคุณสมบัติและกรดต่างๆ ในการรักษาสิว อย่าง การใช้น้ำมะนาว การใช้โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้ง การใช้น้ำมันมะกอกและมะนาว นำมาทำเป็นสูตรพอกหน้าแบบต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีเจ๋งๆ ที่ช่วยรักษาสิวในแบบธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหน้าของเราแล้ว

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับ5 วัตถุดิบรักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ สำหรับสาวผิวแพ้ง่าย ที่หาได้ง่ายภายในบ้าน และไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เข้ากับการใช้ชีวิตของสาวๆ ในแต่ละวัน เพื่อเป็นการสร้างสุขลักษณะเบื้องต้นในการดูแลตัวเองที่ทำได้ทันที หากว่าทำตามวิธีและขั้นตอนที่เราบอกไปอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าปัญหาเรื่อง สิว จะหายไป ผิวพรรณจะเรียบเนียน ดูขึ้น นี่แหละจึงถือว่าเป็นการรักษาสิวจากต้นเหตุอย่างแท้จริง ไม่ต้องไปเสียเงินเพื่อซื้อคอร์สรักษาแพงๆ แต่อาจไม่เห็นผล



ขอบคุณภาพประกอบ : http://www.istockphoto.com/th

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูก

พิเศษได้ที่                                                                                                                    

                     >> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท


แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr


หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr


****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า



Image result for ขอบคุณมากน่ะค่ะ

5 วัตถุดิบรักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ สำหรับสาว


ผิวแพ้ง่าย






สนับสนุนเนื้อหา
วิธีรักษาสิว


เรื่องของ สิว อาจนับได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน สิวผด หรือสิวอักเสบ ไม่ว่าจะสิวเม็ดใหญ่ เม็ดเล็ก ต่างก็เป็นปัญหาที่ไม่ว่าจะทำให้หายไปยังไงก็ต้องกลับมาเป็นอีกเหมือนเดิม นั่นอาจไม่ใช่สาเหตุจากฝุ่น หรือสิ่งสกปรกเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกาย การรับประทานอาหาร และการพักผ่อนก็มีส่วนที่ทำให้เกิดสิวได้เช่นกัน

สิว นั้นมักขึ้นเยอะที่บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะคอและหลัง หากสาวๆ รักษาอย่างไม่ถูกวิธี รวมถึงยิ่งเป็นคนที่มีผิวหน้าแพ้ง่ายแล้วละก็ อาจจะทำให้เกิดการอักเสบ เป็นแผล ไปจนถึงผิวหนังติดเชื้อตามมาได้ ครั้นจะไปหาหมอก็น่าจะหมดเงินไปกับค่ารักษาเยอะอยู่เหมือนกัน แต่! อย่าเพิ่งกังวลไป ที่บอกแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางรักษาให้หายด้วยตัวเองได้ เพราะ Sanook! Women ได้ลองเดินไปค้นทั้งในครัวและทั่วบ้านแล้วพบว่า ยังมีวัตถุดิบที่ช่วยรักษาสิวในแบบวิถีธรรมชาติได้ เอามาฝากกันถึง 5 อย่างด้วยกัน ไปเริ่มอ่านแล้วลองทำตามกันเลย





ขมิ้น ไพล รักษาสิว

1. สมุนไพรที่มีอยู่ติดบ้าน อย่าง ไพล , ขมิ้น , ทานาคาฯ ช่วยได้


สมุนไพรบางอย่างที่เรามีติดตู้อยู่ที่บ้าน ไม่ว่าจะมีไว้ประกอบอาหาร หรือมีไว้สำหรับประโยชน์ในด้านอื่นๆ สาวๆ บางคนอาจไม่นึกว่ามันก็สามารถที่จะนำมาแก้ปัญหาสิวที่คอยกวนใจเราอยู่ทุกวันได้อย่างเห็นผลดีทีเดียว เพราะสมุนไพรนั้นถือว่าเป็นพืชที่มีสรรพคุณทางยา นอกจากจะนำมารักษาโรคบางอย่างแล้ว ก็ยังสามารถนำมาช่วยรักษาสิวตามแบบธรรมชาติได้อีกด้วย ลองมาดูกันดีกว่าว่าอะไรที่เป็นสมุนไพรใกล้ตัว น้ำมาใช้รักษาสิวได้

ไพล เป็นสมุนไพรอย่างแรกที่ใช้รักษาสิวได้ มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดการเกิดสิวใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งที่ต้องเตรียมก็มี ไพลและดินสอพอง เริ่มต้นให้นำเหง้าไพรมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำไปตำให้ละเอียด ปิดท้ายด้วยการผสมดินสอพองลงไป แล้วคนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ก็เป็นอันเสร็จ นำมาพอกหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออก สิวอักเสบก็จะค่อยยุบตัวลง หน้าใส และนิ่มขึ้น ไม่เป็นอันตรายต่อสาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย เพราะเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติล้วนๆ

ขมิ้น เป็นสมุนไพรรักษาสิวอย่างที่สองที่สาวๆ นิยมนำมาใช้กันมากที่สุด จากปกติที่เคยเห็นว่าขมิ้นนั้นช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง นวลเนียนเมื่อนำมาพอกที่ผิวกาย หรือผิวหน้า แต่รู้หรือไม่ว่าขมิ้นนั้นก็ยังสามารถช่วยให้สิวยุบหายไปได้ด้วย โดยสำหรับสูตรนี้แนะนำให้ใช้ขมิ้นสดเล็กน้อย ดินสอพอง และมะนาว 1 ลูก เริ่มหั่นขมิ้นสดออกเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นก็นำไปปั่นรวมกับดินสอพอง และน้ำมะนาวจนเข้าไปที่ได้เป็นเนื้อครีมเหนียวๆ หนืดๆ เมื่อเสร็จแล้วก็นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออก สิวและจุดด่างดำก็จะค่อยๆ ยุบและเลือนหายไป อีกทั้งยังเป็นการบำรุงผิวของเราไปด้วย ส่วนใครที่ต้องการเพียงแค่แต้มไว้ยังจุดที่เป็นสิวก็สามารถทำได้ แต้มแล้วทิ้งไว้ทั้งคืนค่อยล้างออก ทำเป็นประจำ 3 - 4 สัปดาห์ ใบหน้าของสาวๆ ก็จะกลับมาสวยใสได้อีกครั้งหนึ่ง

ทานาคา เป็นสมุนไพรรักษาสิวอีกหนึ่งตัวที่สาวๆ บอกกันมาว่าดีงาม ซึ่งทานาคานั้นเป็นผงที่ได้จากเปลือกไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากพม่า โดยเฉพาะสาวๆ พม่านั้นนิยมเอามาทาหน้าเพื่อเป็นการบำรุงผิว ป้องกันแสงแดด และป้องกันการเกิดสิวได้อย่างดีอีกด้วย มีสรรพคุณที่ช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง ผดผื่นคัน ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลดความมันบนใบหน้าที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว สำหรับสูตรนี้ก็ทำได้ไม่ยาก เพียงเตรียม ผงทานาคา น้ำผึ้ง และน้ำสะอาด ในปริมาณที่เท่าๆ กัน ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วหน้า อาจจะเน้นไปที่บริเวณที่เป็นสิวเยอะหน่อย ทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 แล้วล้างออก นอกจากจะเหมาะกับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องทำให้สาวๆ ตกใจกับความเปลี่ยนแปลงแน่นอน !





2. แต้มสิวหยุดให้อยู่หมัดด้วย ยาสีฟัน


แน่นอนว่า ยาสีฟัน ต้องเป็นสิ่งที่แต่ละบ้านต้องมีไว้อยู่แล้ว เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้ทุกเช้า หลังกินข้าว และก่อนนอน เท่าที่เคยได้อ่านคอมเมนต์ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของการรักษาสิว ต่างก็เกิดความกังวลกันว่า ยาสีฟันจะช่วยรักษาสิวได้จริงๆ หรอ ? ต้องขอบอกตรงเลยว่าจริง ! แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นยาสีฟันอะไรก็ได้ ต้องเป็นยาสีฟันที่มีสีขาวเท่านั้น เพราะมีส่วนผสมของ Baking Soda, Hydrogen Peroxide, Triclosen ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สิวยุบเร็ว ที่สำคัญอยากให้เลือกที่มีส่วนผสมของ Fluoride น้อย หากว่าเป็นสูตรธรรมชาติได้ก็ยิ่งดี และให้งดใช้ยาสีฟันที่เป็นสูตร Whitening เพราะมีสารฟอกขาวที่อาจกัดผิวหน้าของเราได้ จากที่แพ้อยู่เป็นทุนเดิมก็จะยิ่งเป็นมากไปกันใหญ่ไม่ดีแน่

วิธีใช้ยาสีฟันรักษาสิว ให้สาวๆ เริ่มต้นล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น จากนั้นก็บีบยาสีฟันที่เตรียมไว้ออกมาเล็กน้อยบนนิ้วชี้ จากนั้นป้ายยาสีฟันบางๆ ลงบนสิวโดยตรง พยายามอย่าให้ยาสีฟันไปถูกบริเวณที่ไม่เป็นสิว หรือป้ายๆ ลงไปรัวๆ เนื่องจากว่ายาสีฟันจะช่วยให้สิวแห้งเร็ว เร็วเกินไปจนผิดปกติ อาจถึงขั้นทำให้ผิวหน้าของเราระคายเคืองได้ ป้ายยาสีฟันทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง หากเกิดอาการคันให้ทิ้งไว้แค่ 15 - 30 ก็เพียงพอ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเช่นเป็นประจำจนกว่าสิวจะหายแล้วหยุด ไม่ควรใช้พร่ำเพื่อ






น้ำมะนาว รักษาสิว


3. น้ำมะนาว ช่วยบรรเทาให้สิวหาย


ในน้ำมะนาวนั้นจะมี วิตามินซี เป็นส่วนประกอบ มีสรรพคุณที่ช่วยในเรื่องการสมานแผล ทำให้สิวเป็นอยู่แห้งลงและจางไปได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันการใช้น้ำมะนาวรักษาด้วยวิธีธรรมชาติก็มีอยู่หลายสูตร แต่จะขอแนะนำสูตรที่เป็นการใช้น้ำมะนาวเพียวๆ ก็เวิร์คเช่นกัน เริ่มต้น แนะนำให้ใช้มะนาวสด งดน้ำมะนาวขวด เพราะมีเบอร์เซนต์ของการเป็นมะนาวปลอมอยู่สูงมาก จากนั้นก็ให้บีบน้ำมะนาวสดใส่ถ้วยเล็กๆ ที่เตรียมไว้ นำมาทายังจุดที่เป็นสิว ทิ้งไว้ราวๆ 1 ชั่วโมง แต่บอกไว้ก่อนว่าถ้าเป็นสิวแผลเปิดก็อาจจะแสบอยู่หน่อยๆ เพื่อความสวยต้องอดทนเนาะ ทำเช่นนี้เป็นประจำต่อเนื่อง 1 - 2 สัปดาห์ ก็จะเห็นว่าสิวที่เป็นจะค่อยๆ จางลงจนเห็นได้ชัด




เบคกิ้งโซดา รักษาสิว


4. เบคกิ้งโซดา ทำขนมได้ รักษาสิวก็ดี



เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่สามารถนำมารักษาอาการสิบอักเสบได้เป็นอย่างดี รู้จักกันดีในชื่อของ ผงฟู หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ โซเดียมไบคาร์บอเนต ที่มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับ pH ของผิว และช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้ผิวหน้าของเราได้ อาจลองนำมาทำเป็นครีมพอกผิวสำหรับสาวๆ ที่กำลังเจอปัญหาสิวอักเสบ และกำลังลุกลามไปทั่วทั้งใบหน้า ให้เตรียมส่วนผสมเป็น เบคกิ้งโซดา น้ำตาล น้ำร้อน น้ำมันงา และผ้าก็อซ เริ่มต้นให้เราต้มนำให้เดือด จากนั้นให้ใส่น้ำตาล และเบคกิ้งโซดาลงไปอย่างละ 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน รอให้น้ำอุ่นลง เมื่ออุ่นได้ที่แล้วให้นำผ้าก็อซลงชุดแล้วบิดให้หมาดๆ นำไปปิดไว้ตรงบริเวณที่สิวอักเสบ หรือบริเวณหัวสิว ทิ้งไว้สักพัก ปิดท้ายด้วยการทำความสะอาดผิวด้วยน้ำอุ่น แล้วทาน้ำมันงาให้บริเวณผิวหน้าที่เป็นสิว ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงทำความสะอาดผิวอีกครั้งหนึ่ง ทำเช่นนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะสังเกตได้ว่าผิวหน้าของสาวๆ จะกลับมาเนียนใส เปล่งปลั่ง ดูดีได้อีกครั้ง





ไข่ขาว รักษาสิว


5. มาส์กหน้าด้วย ไข่ขาว สิวเสี้ยนหาย 

หน้าตึงใส


วิธีรักษาสิวด้วยไข่ขาวนี้สาวๆ กระซิบบอกมาว่าเป็นวิธีการรักษาสิวแบบธรรมชาติที่เห็นผลได้อย่างดีมาก เริ่มแรกด้วยการล้างหน้าให้สะอาด เช็ดหน้าให้แห้ง จากนั้นให้เตรียมไข่ขาว ตอกไข่ และแยกเอาไข่แดงออก เสร็จแล้วให้ทาไข่ขาวลงบนใบหน้าบางๆ แล้วปล่อยให้ทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะเห็นความแตกต่างว่าผิวของคุณสาวๆ กระชับมากขึ้น
คำแนะนำเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิว


นอกจากวัตถุดิบธรรมชาติที่จะนำมาใช้เป็นตัวช่วยในการรักษาสิวแล้ว พฤติกรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ หากเราไม่ปรับเปลี่ยน ปัญหาสิวก็อาจจะวกกลับมาหาสาวๆ อีกครั้งก็เป็นได้ แล้วพฤติกรรมแบบไหนล่ะ ? ที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากปัญหาสิว
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน โดยเฉพาะสาวๆ ที่มีผิวหน้ามัน
หากผิวหน้ามัน ควรใช้กระดาษซับหน้ามันซับออก
แนะนำให้สระผมบ่อยๆ ไม่ควรปล่อยให้ผมมัน และลงมาปรกตามใบหน้า รวมถึงให้หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันใส่ผม หรือโฟมแต่งผม
หากมือสกปรก ให้งดสัมผัสที่บริเวณหน้า
ควรล้างหน้าด้วยน้ำยาล้างหน้าอย่างอ่อน (Gentle Cleanser) แบบไม่มีฟอง ไม่ควรใช้สบู่ล้างหน้า เนื่องจากความเป็นด่างของสบู่อาจทำให้เกิดการระคายผิวและก่อให้เกิดสิวได้
แนะนำให้ล้างหน้าเพียงวันละ 2 - 3 ครั้ง โดยดูจากความจำเป็น ดูจากลักษณะผิว หรือตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ การล้างหน้ามากจนเกินไปอาจทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น และผลิตไขมันมากจนผิดปกติ อาจก่อให้เกิดการอุดตันของไขมันจนกลายเป็นสิวได้
ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว อาทิ การใช้เครื่องสำอาง หรือครีมกันแดดที่จะไปเพิ่มความมันบนใบหน้าได้
หากสาวๆ มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องสำอาง หรือโลชั่น แนะให้เลือกเครื่องสำอางที่ปราศจากน้ำมัน (Oil Free) หรือโลชั่นที่ระบุว่าให้ก่อให้เกิดสิว (Non-Acnegenic) และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-Comedongenic)
พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึก หรืออดนอน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด หรือวิตกกังวลมากจนเกินไป เพราะความเครียดนี้เองจะไปกระตุ้นต่อมไขมันให้หลั่งไขมันออกมามากยิ่งขึ้น
งดเว้นพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอาการท้องผูก เพราะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวได้ เนื่องจากอาหารตกค้างอยู่ในท้องนั้นเป็นอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการ อาจทำให้เกิดการดูดซึมและทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดสิวได้
วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม


ในบางครั้ง การเกิดสิวก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยส่งผลดีต่อภายในร่างกายของเราสักเท่าไหร่ หรือสาวๆ บางคนก็โหมทำงาน ทำกิจกรรมแบบหนักหน่วงจนลืมทำบางสิ่งบางอย่างที่เป็นตัวช่วยลดการเกิดสิวได้ และเพื่อให้เกิดการแก้ไข เราก็มีพฤติกรรมที่สาวๆ ต้องทำเพื่อให้ไม่เกิดสิวมาฝากกันด้วย
หลีกเลี่ยงฝุ่นควันและล้างหน้าให้สะอาด : การเดินทางเข้าไปในสถานที่ที่มีแต่ฝุ่นควันเยอะๆ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวบนใบหน้า สิ่งสกปรกอาจลอยมาเกาะและเข้าไปในรูขุมขนจนเกิดการอักเสบ หรือการติดเชื้อได้ ที่สำคัญ หลีกเลี่ยงใบหน้าให้พ้นจากแสงแดด เพราะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวผด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เมื่อกลับมาที่บ้านให้รีบทำความสะอาดใบหน้าทันที หากใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกโฟมล้างหน้าทำความสะอาด ขอแนะนำว่าไม่ควรใช้เกินวันละ 2 ครั้ง เพราะจะทำให้ผิวหน้าแห้งจนเกินไป ทางที่ดี ควรใช้น้ำเปล่าล้างหน้า จากนั้นจึงซับให้แห้ง
ไม่นอนดึกและอย่าอดนอน : สาวๆ บางคนมีความเชื่อที่ว่าจะนอนกี่โมงไม่สำคัญ เพียงแต่นอนให้ครบ 8 ชั่วโมงก็เป็นพอซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด จากงานวิจัยส่วนใหญ่ นักวิจัยมักจะบอกเสมอว่าให้เรานอนตั้งแต่หัวค่ำ และให้ตื่นแต่เช้า เพราะช่วงเวลาก่อนเที่ยงคืน อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายจะทำงานได้ดีที่สุด ถึงแม้ว่าจะนอนครบชั่วโมงแต่ก็ยังคงไม่ดีต่อสุขภาพ อีกทั้งช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน เส้นเลือดของเราก็ตีบ ทำงานได้ไม่เป็นปกติ
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมันๆ หรือของทอด : ยิ่งสาวๆ ทานอาหารที่มีน้ำมัน หรือของทอดๆ เยอะขึ้นเท่าไหร่ ปริมาณน้ำมันบนผิวหน้าของเราก็จะยิ่งเยอะตามไปด้วย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการอุดตันในรูปขุมขนจนเกิดเป็นสิว หรือสิวเสี้ยนได้
ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว : ไม่ได้เป็นการกะเกณฑ์ว่าสาวๆ จะต้องดื่มน้ำให้ครบ 8 แก้วต่อวัน แต่อย่างน้อยเมื่อเราตื่นนอนก็ควรจะต้องไม่ลืมที่จะดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว เพราะน้ำเป็นตัวช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ยืดหยุ่น รวมถึงผิวหน้าของสาวๆ ด้วย 
รักษาความสะอาดของเครื่องนอน : บรรดาเครื่องนอนต่างๆ ที่เราต้องใช้อยู่ทุกวัน อย่าง ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน เป็นสิ่งที่จะต้องสัมผัสกับผิวหน้าของเราโดยตรง เราไม่อาจรู้ได้ว่าเครื่องนอนเหล่านี้จะเป็นที่สะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ในจำนวนที่มากขนาดไหน ฉะนั้น เราจะต้องถอดออกมาทำความสะอาดบ่อยๆ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก็ทำความสะอาด 1 ครั้ง ก็จะช่วยลดสาเหตุของการเกิดสิวบนหน้าได้แล้ว
รักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติโดยการใช้สมุนไพร : มีสมุนไพรหลากหลายชนิดที่มีคุณสมบัติและกรดต่างๆ ในการรักษาสิว อย่าง การใช้น้ำมะนาว การใช้โยเกิร์ตผสมน้ำผึ้ง การใช้น้ำมันมะกอกและมะนาว นำมาทำเป็นสูตรพอกหน้าแบบต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีเจ๋งๆ ที่ช่วยรักษาสิวในแบบธรรมชาติ ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหน้าของเราแล้ว

เป็นยังไงกันบ้างสำหรับ5 วัตถุดิบรักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ สำหรับสาวผิวแพ้ง่าย ที่หาได้ง่ายภายในบ้าน และไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เข้ากับการใช้ชีวิตของสาวๆ ในแต่ละวัน เพื่อเป็นการสร้างสุขลักษณะเบื้องต้นในการดูแลตัวเองที่ทำได้ทันที หากว่าทำตามวิธีและขั้นตอนที่เราบอกไปอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าปัญหาเรื่อง สิว จะหายไป ผิวพรรณจะเรียบเนียน ดูขึ้น นี่แหละจึงถือว่าเป็นการรักษาสิวจากต้นเหตุอย่างแท้จริง ไม่ต้องไปเสียเงินเพื่อซื้อคอร์สรักษาแพงๆ แต่อาจไม่เห็นผล



ขอบคุณภาพประกอบ : http://www.istockphoto.com/th

หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูก

พิเศษได้ที่                                                                                                                    

                     >> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท


แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr


หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr


****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า



Image result for ขอบคุณมากน่ะค่ะ

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2562


5 สูตรขัดผิวกาย ให้ผิวดูขาวกระจ่างใส


ในพริบตา





สนับสนุนเนื้อหา


อยากให้ผิวดูขาวกระจ่างใสและมีความเนียนนุ่ม ไม่ใช่เรื่องยาก นี่เลย 5 สูตรขัดผิวกายให้ขาว ที่จะช่วยเปลี่ยนผิวที่หมองคล้ำของคุณให้ดูขาวใสขึ้นภายในพริบตา ซึ่งก็มีสูตรและวิธีการทำที่เราขอแนะนำดังนี้

1.สูตรขัดผิวกายด้วยมะนาว

มะนาวมีกรด AHA ที่จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออกไปอย่างง่ายดาย พร้อมเผยผิวใหม่ที่มีความขาวกระจ่างใสมากกว่า และยังช่วยให้ผิวมีความเรียบเนียนกว่าเดิมอีกด้วย โดยสูตรนี้ให้นำมะนาวมาผ่าครึ่งแล้วบีบน้ำใส่ถ้วยให้หมด จากนั้นนำเปลือกมะนาวมาชุบน้ำมะนาวแล้วขัดเบาๆ ให้ทั่วผิว ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ผิวก็จะค่อยๆ ขาวขึ้นอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้จะต้องหลีกเลี่ยงในจุดที่ผิวบอบบาง เพราะอาจเกิดการระคายเคืองได้นั่นเอง

2.สูตรขัดผิวกายด้วยมะขามเปียก

มะขามเปียกก็สามารถนำมาใช้ขัดผิวให้ขาวสวยขึ้นได้เหมือนกัน พร้อมทั้งช่วยลดเลือนจุดด่างดำ และทำให้ผิวมีความเนียนนุ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยให้นำมะขามเปียกมาละลายน้ำจนเป็นเนื้อครีมแบบข้นๆ จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วตัวแล้วใช้เยื่อมะขามขัดวนเบาๆ เสร็จแล้วล้างออกให้สะอาด ก็จะมีผิวขาวสวยขึ้นได้แล้ว






Advertisement

3.สูตรขัดผิวกายด้วยดินสอพอง

เป็นวิธีขัดผิวขาวที่อาจเห็นผลช้ากว่าวิธีแรกสักนิด แต่มีความอ่อนโยนต่อผิวและช่วยบำรุงผิวให้มีความเนียนนุ่ม ผุดผ่องอย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย โดยให้นำดินสอพองประมาณ 8 ก้อน มาผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และขมิ้น 1 ช้อนชา เติมน้ำเล็กน้อยคนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีม จากนั้นนำมาขัดผิวกาย พอกทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด ทำบ่อยๆ ผิวจะดูขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างแน่นอน

4.สูตรขัดผิวกายด้วยกากกาแฟ

กากกาแฟ ตัวช่วยดีๆ ในการขัดผิวกายให้ขาวสวย ทั้งยังช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี เพียงนำกากกาแฟมาขัดให้ทั่วผิวกายประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด สามารถทำได้บ่อยครั้งตามต้องการ ซึ่งก็รับรองเลยว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นที่น่าพอใจอย่างแน่นอน

5.สูตรขัดผิวกายด้วยแตงกวา

อีกหนึ่งสูตรสำหรับคนอยากมีผิวขาว แค่ขัดผิวกายด้วยแตงกวาเท่านั้น โดยให้นำแตงกวามาปอกเปลือกออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด ใส่น้ำผึ้งและโยเกิร์ตลงไปเล็กน้อย จากนั้นนำมาขัดให้ทั่วผิวกายเป็นเวลา 15 นาที พอกทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออกให้สะอาด สามารถทำได้ทุกวันตามต้องการ แล้วคุณจะมีผิวสวยดั่งใจ

ผิวกายดูขาวสวยขึ้นได้ แค่ขัดผิวด้วย 5 สูตรเหล่านี้ ใครที่สะดวกวิธีไหนก็ลองทำตามกันดู แล้วคุณจะมีผิวกายขาวสวยได้ดั่งใจต้องการ


ขอขอบคุณ


ภาพ :istock


หากท่านผู้อ่านสนใจสินค้าเหล้่านี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาถูก

พิเศษได้ที่                                                                                                                    

                     >> http://www.vitamin24hr.com

ถูกที่สุดทั่วไทย สินค้าบริษัท


แอดไลน์ที่>> http://line.me/ti/p/%40vitamin24hr


หรือ ไลน์ไอดี @vitamin24hr


****

วันนี้กดไลค์เพจเราและแชร์แบบสาธารณะ เพื่อลุ้นรับขนาดทดลอง จัดส่งถึงบ้าน ประกาศผลทุกสิ้นเดือนจ้า



Image result for ขอบคุณมากน่ะค่ะ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น